อุโบสถ
อุโบสถ กว้าง 11.28 เมตร ยาว 22.60 เมตร สูง 14 เมตร มีเสา 12 ต้น เป็นเสาแปดเหลี่ยม มีหัวบนหัวเสา หรือเรียกว่า เสามรรค 8 ฐานแอ่นโค้งทรงสำเภา หน้าบันและหลังคาได้ซ่อมใหม่ มีลวดลายแกะสลัก ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง ฐานเสมาคู่ และเสาหัวเม็ดที่กำแพง ตามแบบ กรุงศรีอยุธยา ซึ่งในปัจจุบันวัดที่ยังคงโครงสร้างเดิมตั้งแต่สมัยอยุธยาในจังหวัดนครราชสีมา เหลือเพียง 3 วัด อันได้แก่ วัดบึง วัดอิสาน และวัดหมื่นไวย (วัดหมื่นไวยตั้งอยู่นอกเมืองนครราชสีมา) สันนิษฐานสร้างในยุค เชียงแสน
ส่วนที่ประกอบในพระอุโบสถ
พระประธานในอุโบสถของวัด นับเป็นปูชนียวัตถุที่ปู่ย่าตายายของชาวจังหวัดนครราชสีมาได้ร่วมแรงร่วมใจสร้างไว้จึงเป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่อนุชนรุ่นหลัง ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปประธาน ศิลปะสมัยเชียงแสน ซื่อว่า “พระศรีรัตนปาติการส” ซึ่งแปลว่า “พระแก้วมงคลผู้ให้ความปรารถนาสำเร็จยิ่งกว่าปรารถนา” และอุโบสถที่สร้างตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2240 จนถึงปัจจุบัน (2568) เป็นเวลากว่า 328 ปี
ภาพวาดในพระอุโบสถ
หลวงอาญาได้จ้างหลวงจิตต์เขียนพระพุทธรูปเหนือช่องหน้าต่างภายในอุโบสถเมื่อปีพ.ศ.2470จำนวน 10 ภาพ
เสมารอบพระอุโบสถ
เป็นเสมาคู่ (ปกติจะมีเฉพาะวัดที่เป็น พระอารามหลวง) ในพระวินัยก็ได้มีการกล่าวถึงที่มาของการเว้นช่องว่างระหว่างสีมา (สีมันตริก) ว่า “เนื่องจากพวกภิกษุฉัพพัคคีย์สมมติสีมาทับสีมา ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ” พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงสมมติสีมาทับสีมา ภิกษุสงฆ์หมู่ใดสมมติทับ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์จะสมมติสีมา เว้นช่องว่าง ในระหว่างสีมาแล้วจึงสมมติสีมา” ดังนั้น “เสมาคู่” ก็อาจจะเป็นสิ่งที่โบราณคณาจารย์คิดขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่ามีช่องว่างระหว่างสีมาตรงตามพระวินัยแน่ๆ ก็เป็นได้